Batman V Superman: ปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ตก

การรัก ชอบหรือเกลียดหนังเรื่องไหนไม่ใด้เป็นเรื่องที่มีผิดมีถูก เราไม่จำเป็นต้องตราหน้าหนังเรื่องหนึ่งว่า “ห่วยแตก” หรือ “เยี่ยมยอด” เสมอไป …หนังบางเรื่องอาจจะแค่“โอเค”  ความเห็นของทุกคนมีค่าเท่าเทียมกันหมด  แม้แต่ความเห็นเหล่านั้นจะแตกต่างกันมากเพียงใดก็ตาม หนัง Blockbuster เรื่องล่าสุดที่สร้างความเห็นอันต่างกันสุดขั้วในหมู่ผู้ชมทั่วโลก คือ หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องใหม่ของ DC และ Warner Brothers เรื่อง Batman V Superman: Dawn of Justice (BvS)  

มีแต่คนถามกันใหญ่ว่า คิดอย่างไรกับหนังเรื่องนี้… หลังจากได้ดูหนังและกลับมาคิดวิเคราะห์อยู่หลายวัน ผู้เขียนก็สรุปได้ว่า หนังเรื่อง BvS เป็นหนัง Blockbuster ที่เละเทะ หดหู่ แต่น่าสนใจและแปลกประหลาดที่สุดในรอบหลายปี!  ทุกคนสามารถพูดคุยถึงข้อดีและข้อเสียของหนังเรื่องนี้กันได้เป็นวันๆ เลยทีเดียว! เพราะฉะนั้น…ผู้เขียนเลยตัดสินใจมาวิเคราะห์ในแต่ละแง่มุมของหนัง เป็นช๊อตๆให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย!

— บทความนี้เต็มไปด้วย สปอยเลอร์ ล้วนๆ! —

เนื้อเรื่อง

ก่อนที่เราจะมาพูดถึง Theme หรือตัวละครทั้งหลายของหนัง ขอพูดถึงเนื้อเรื่องกันก่อนเลย เมื่อเริ่มแรก ทางสตูดิโอได้วางแผนว่าหนังเรื่องนี้จะเป็น Man of Steel 2 หรือหนังภาคต่อของ Superman นั่นเอง  แต่หลังจากภาคหนึ่ง คือ Man of Steel ได้รับคำวิจารณ์ย่ำแย่มากมาย ทางสตูดิโอก็เริ่มตื่นตกใจ โดยเฉพาะในเมื่อสตูดิโอคู่แข่งอย่าง Marvel กำลังทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทั้งคนดูธรรมดาๆและนักวิจารณ์ต่างก็ยกย่อง  สตูดิโอ DC และ Warner Brothers เลยตัดสินใจนำซูเปอร์ฮีโร่ตัวป๊อปปูล่า คือ Batman เข้ามาใส่รวมในหนังของ Superman และเริ่มต้นพยายามไล่จับ Marvel ให้ทัน โดยหนัง BvS ต้องมีฉากสู้กันระหว่าง Batman และ Superman ต้องเปิดตัว Wonder Woman และต้องวางรากฐานสำหรับหนัง Justice League (Marvel ใช้เวลาหลายปีและหนังหลายเรื่องเพื่อวางรากฐานสำหรับ The Avengers)

เพราะปัจจัยต่างๆเหล่านี้ หนังจึงมีความรู้สึกเหมือนว่ากำลังพยายามทำหลายๆอย่างมากเกินไป มัวแต่หมกมุ่นในการรวบรวมสิ่งโน้นสิ่งนี้เข้าไปในเรื่องและลืมที่จะเป็นหนัง stand alone ที่มีโครงเรื่องและตัวละครที่สมเหตุสมผล บวกกับการที่ผู้กำกับ Zack Snyder เป็นคนที่ชำนาญในการถ่ายทำช๊อตที่ดูสวยงาม แต่ยังไม่เคยทำหนังที่ให้ความสำคัญกับ “อารมณ์” ได้อย่างประสบความสำเร็จเลยซักครั้ง หนังเรื่อง BvS จึงมีเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างเละเทะ ขี้เกียจ หรือบางครั้งก็ไร้สาระเลยทีเดียว!  โดยปัญหาในโครงเรื่องที่เห็นกันจะๆ มีดังต่อไปนี้:

  • Superman แทบจะไม่มีแรงจูงใจอะไรเลยในการต่อสู้กับ Batman  แม้หนังจะแสดงให้เห็นว่า Superman มีปัญหากับวิธีการ “จับ” ผู้ร้ายของ Batman แต่หนังก็ไม่ได้เจาะประเด็นนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับ Superman ความโกรธที่ Superman มีต่อ Batman เป็นเหมือนเพียงแค่ “ความหงุดหงิด” เล็กๆน้อยๆ ไม่สมเหตุสมผลพอที่จะเป็นตัวจุดชนวนการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ถึงชีวิตกันเลย! สุดท้าย Superman กลับยอมสู้กับ Batman เพราะ Lex Luthor จับแม่เขาไว้เป็นตัวประกัน…ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการต่อสู้ที่ “รีล” หรือเต็มไปด้วยอารมณ์หรือความสมเหตุสมผลอะไรเลยทั้งนั้น อดคิดไม่ได้ว่า..ถ้าทั้ง Superman และ Batman หยุดคุยปรับความเข้าใจกันเพียงแค่นาทีสองนาที ก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กันอย่างดราม่าขนาดนี้!
  • แรงจูงใจของ Batman มีมากกว่า Superman แต่ก็แปลกประหลาดเหลือเกินที่ในฐานะเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหมือนกัน ทำไม Batman ไม่สามารถเข้าใจความเสี่ยงในการช่วยเหลือผู้อื่นได้มากกว่านี้? เหมือนว่าทั้งสองคนต้องการทำสิ่งเดียวกัน แต่แค่มี “วิธีทำ” ที่แตกต่างกัน  ความแตกต่างทางความคิดเช่นนี้น่าจะมีวิธี explore ได้ละเอียดอ่อนกว่าการแค่ให้ทั้งสองคนมา smash กันจนตายไปข้าง (ตัวอย่างที่ดี คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง Punisher และ Daredevil ในซีรี่ส์ Daredevil)

Batman V. Superman: Dawn Of Justice

  • การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่จบลงเพราะว่าทั้งสองคนมีแม่ที่ชื่อเหมือนกัน?!? แค่นี้จริงๆเหรอ? ถ้ากลายเป็นว่า Superman มีแม่ชื่อ Judith หรือ Sarah คงไม่โดน Batman ฆ่าตายห่าไปแล้วเหรอ?! ถ้าชื่อ Martha ทำให้ Batman กลายเป็นเพื่อน Superman ได้ในพริบตา ทำไมไม่ใช้เวลาอธิบายหรือ explore ตรงจุดนี้เพิ่มเติมหน่อยเลยล่ะ?
  • แรงจูงใจของ Lex Luthor คืออะไร? ดูจนจบเรื่องแล้วก็ไม่เข้าใจว่า Lex ต้องการอะไร ทำทุกอย่างเพื่ออะไร? มีฉากหนึ่งที่เขาพูดเปรยๆว่าเขาเกลียดพระเจ้า เลยอยากทำลาย Superman ที่เป็นเหมือนพระเจ้า ถ้าอย่างนั้น ทำไมหนังถึงไม่ขยายความถึงแรงจูงใจจุดนี้เลย?
  • แผนของ Lex Luthor ไร้สาระ และพึ่งพิงแต่ความบังเอิญทั้งนั้น! Lex รู้ได้อย่างไรว่า Batman จะไม่ฆ่า Superman ซะก่อนที่เขาจะเอาตัว Doomsday มาจัดการ Superman ได้? Lex รู้ได้อย่างไรว่า Batman กำลังวางแผนรับมือกับ Superman ถึงขั้นไหนแล้ว? Lex แน่ใจได้อย่างไรว่าไอ้ตัว Doomsday จะไม่อาละวาดใส่ตัวเอง?
  • ทำไมไอ้ยานอวกาศเอเลี่ยนนั่นยังถูกทิ้งอยู่กลางเมือง Metropolis?! ไม่มีใครคิดหน่อยเลยเหรอว่า.. “เห้ย มันอาจจะเป็นไอเดียที่ไม่ดี?!” แล้วทำไมไอ้ยานนี้มีฟังชั่นสร้างสัตว์ประหลาดได้ง่ายดายเช่นนี้ ทุกอย่างสะดวกและง่ายเกินไปหรือเปล่า? (คำตอบ คือ ใช่…ทุกอย่างง่ายเกินไปมาก)
  • ทำไม Superman ไม่ให้ Wonder Woman เป็นคนเอาหอกไปแทง Doomsday? ไหนๆ Wonder Woman ก็กำลังรับมือกับสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้ดีกว่าทั้ง Batman และ Superman หลายเท่า แถมยังไม่สามารถตายได้ง่ายๆเพราะ Kryptonite อีก
  • ตัวละคร Lois Lane และบทผู้หญิงอื่นๆในเรื่อง – Lois เป็นผู้หญิงที่ “กล้า” และ “แกร่ง” ถึงขนาดยอมนั่งเฮลิคอปเตอร์ข้ามอ่าวไปท่ามกลางพายุ แต่ทำไมผู้หญิงที่ดูเหมือนจะ “สตรอง” คนนี้ ทำอะไรที่โง่ๆเยอะเหลือเกิน? เริ่มจากไม่รู้ตัวว่ากำลังถูก CIA หลอกใช้ไปหาผู้ก่อการร้ายที่แอฟริกา จนถึงโยนหอกบ้าๆนั่นลงไปในน้ำ ทำให้ต้องกระโดดดำลงไปเอา จนติดอยู่ใต้น้ำและต้องให้ Superman มาช่วย! ในหนังเรื่องนี้ Lois ต้องให้ Superman มาช่วยซ้ำแล้วซ้ำอีก! แล้วอย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นตัวละครผู้หญิงที่ “สตรอง” จริงๆได้อย่างไร?  ตัวละครผู้หญิงอื่นๆนอกจาก Wonder Woman (เช่น นักการเมืองผู้หญิง ผู้ช่วยสาวชาวเอเชียของ Lex  เหยื่อผู้หญิงเอเชียมากมายที่ถูกขังอยู่ในกรง เป็นต้น) ต่างถูกฆ่า ระเบิดทิ้ง หรือถูกใช้เป็น “เหยื่อ” ให้ซูเปอร์ฮีโร่ผู้ชายมาช่วยทั้งนั้น! ถ้าไม่มี Wonder Woman…หนังเรื่องนี้คงรันทดที่สุดสำหรับบรรดาผู้หญิงแน่ๆ
  • ไอ้อีเมลนั่น… (ไลน์ “It IS you” จะสร้างความฮาให้ผู้เขียนไปอีกนาน!) สรุป คือ DC ใช้อีเมล (!!!!) เพื่อวางรากฐานหนัง Justice League! สุดยอดที่ Lex ยังอุตส่าห์ออกแบบโลโก้ของแต่ละซูเปอร์ฮีโร่ให้อีกด้วย ให้ตายเถอะ!

batman

ตัวละคร Batman และ Superman

Batman

ปฎิเสธไม่ได้เลยจริงๆว่า Batman เวอร์ชั่นนี้โรคจิต พารานอยด์ โหดร้ายทารุณ และกระเถิบห่างความเป็นฮีโร่ไปมากขึ้นเรื่อยๆ  ตลอดทั้งเรื่อง Batman ไม่ได้ทำอะไรที่ heroic หรือสมกับเป็นฮีโร่เลย การ “จัดการ” ผู้ร้ายของ Batman ก็ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่เป็นการกระทำที่ถูกผลักดันด้วยความโหดเหี้ยมและอาฆาตแค้นมากกว่า แม้แต่ตอนที่ Batman ช่วย Martha ตอนท้ายหนังก็เป็นแค่จุดดำเนินเรื่องแทนที่จะเป็นอะไรที่สะท้อนถึงคาแรคเตอร์ของ Batman จริงๆ  ในเวอร์ชั่นนี้ Batman ฆ่าคนเป็นเบือ (แล้วยังมีหน้ามาต่อว่า Superman อีก)  ขนาดคนที่ Batman ช่วย (ผู้หญิงเอเชียที่ถูกขังอยู่ในกรง) ยังเรียก Batman ว่า“ปีศาจ” เลย! ถ้าคนทำหนังต้องการสร้าง Batman ให้เป็น anti-hero เช่นนี้ ทำไมไม่มีการ redeem หรืออย่างน้อยก็มีการเจาะประเด็นหน่อย? ทำไม Alfred ไม่เคยพูดห้ามปรามเลย หรือ ทำไมไม่มีใครพูดขึ้นบ้างว่า “เห้ย พี่แบท! พี่โหดไปมั้ย ทำไมต้องทำถึงขั้นนี้!?”

Superman

Superman เวอร์ชั่นนี้ประหลาดและผิดปกติอย่างไรไม่รู้! ตลอดทั้งเรื่อง BvS และ Man of Steel พระเอกของเราใช้เวลาต่อสู้ปลุกปล้ำกับมุมมองที่คนอื่นมีต่อเขาอยู่เสมอ  Superman เวอร์ชั่นนี้เหมือนเป็นได้อยู่สองอย่าง คือ “พระเยซูคริสต์” หรือ “ผู้ทำลายล้าง”  มีฉากหนึ่งในหนังที่ Superman ได้รับการยกชูเหมือนเทพเจ้าจากคนที่เขาช่วยเหลือ (เช่น กลุ่มคน Mexican ที่ยื่นมือมารุมล้อมเขา) ลอยลงมาจากฟ้ากับแสงอาทิตย์เหมือนเทวดา และยังฟื้นขึ้นจากความตายในหนังที่เปิดโรงในสัปดาห์อีสเตอร์เสียอีก! Superman มัวแต่รีแอคและทนทุกข์ทรมานเพราะความคิดเห็นของผู้อื่น จนแทบจะไม่มีเวลา “เป็น” Superman เลย! Superman ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความสุข (นี่คือคนที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกมนุษย์ด้วยการใส่แว่นเท่านั้นนะ!) Superman ควรจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ช่วยโลกจากขีปนาวุธ แต่ก็ยังสามารถช่วยลูกแมวที่ติดอยู่บนต้นไม้ได้  น่าเศร้า…ที่หนังผ่านไปสองเรื่องแล้ว แต่เราก็ยังไม่ “รู้จัก” Superman แบบเพียวๆซักที  อีกทั้งความฝันของ Bruce ในเรื่อง BvS ยังบ่งชี้ว่า Superman อาจกลายร่างเป็นผู้ร้ายได้อีกในอนาคต เห้อ!!….

superman

Tone และ Theme ของเรื่อง

หนังเรื่อง BvS (พร้อมทั้ง Man of Steel) เป็นหนังที่ไม่ควรพาเด็กเล็กๆไปดู นี่ไม่ใช่โลกซูเปอร์ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา สีสัน หรือวีรกรรมกล้าหาญอะไร แต่เป็นหนังที่สร้างโลกอันหดหู่ ผุพัง เหี้ยมโหดและไร้สิ้นความหวัง ความดีหรือความยุติธรรม (ไอ้ชื่อ Dawn of Justice บ่งบอกถึง Justice League เท่านั้น…ไม่ได้บ่งบอกถึง “ความยุติธรรม” จริงๆเลย) นี่คือโลกที่แม่ของตัวละครหลักถูกทรมานจนตาเหลือกและมีคำว่า “แม่มด” ขีดอยู่บนหน้าผาก เป็นโลกที่ Superman เอากับ Lois Lane ในอ่างอาบน้ำ (อู๊ว!) และเป็นโลกที่ “ฮีโร่” ของเรื่องฆ่าคนแบบไม่ยั้งคิด!  แม้แต่ Wonder Woman ยังกล่าวถึงหนึ่งร้อยปีที่ตนอยู่บนโลก ว่าเป็น 100 ปีแห่งความสยองขวัญ (one hundred years of horror)

หลายๆคนอาจจะแย้งว่า จะคิดมากทำไม? นี่ไม่ใช่หนังซีเรียสแต่เป็นหนังสนุกๆ! ผู้เขียนก็ขอแย้งว่า คนทำหนังไม่ได้อยากให้เราเห็นหนังเรื่องนี้เป็นเพียงแค่หนัง“สนุกๆ” เท่านั้นน่ะสิ  DC และ Warner Brothers ต้องการทำหนังที่ “สมจริง”  เพราะฉะนั้น เราก็ควรวิเคราะห์หนังอย่าง “สมจริง” ด้วยเช่นกัน

ผู้อ่านอาจจะกล่าวอีกว่า โลกอัน “สมจริง” ของ BvS (และ Man of Steel) ไม่ได้ต่างอะไรจากความสมจริงในเรื่อง The Dark Knight ของ Christopher Nolan … แต่ผู้เขียนก็ขอแย้งกลับว่า แม้แต่ในเรื่อง The Dark Knight คนทำหนังก็ยังให้ความสำคัญกับการรักษา “ความดี” และ “ความหวัง” อยู่เสมอ  Batman ของ Christian Bale ถึงขั้นยอมเป็นผู้ร้ายแทน Harvey Dent เพื่อรักษาสัญลักษณ์ของ “ความหวัง” นั้นไว้

การยกชูความหวัง ความกล้าหาญและแสงสว่างเช่นนี้ คือ แก่นแท้ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่หรือ?

แต่ในโลกที่มืดมนและทรมานอย่าง BvS และ Man of Steel  เรามีแต่ “ฮีโร่” ที่ห่างไกลความเป็นฮีโร่มากขึ้นไปทุกที…เป็นเพียงแค่ “พระเจ้า” หรือ “ผู้ทำลายล้าง”…ไม่ได้เป็น “วีรบุรุษ” หรือ “มนุษย์” ที่เราจับต้องได้เลย  เพราะฉะนั้น เราจะสามารถเรียก BvS ว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้จริงๆหรือเปล่า? หรือว่านี่เป็นเพียงแค่หนังเกี่ยวกับคนที่มีพลังพิเศษมาต่อสู้ห้ำหั่นกันซักพัก…โดยไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นเลย?


บทความน่าสนใจอื่นๆ (เป็นภาษาอังกฤษ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s