Canada: ไฟลท์ 19 ชั่วโมง, Fort Langley และฮอกกี้จิ๋ว

 

สิบเก้าชั่วโมง!

นั่นคือเวลาเดินทางจากกรุงเทพ ผ่านฮ่องกง เพื่อมาถึงกรุง Vancouver ประเทศแคนาดา สิบเก้าชั่วโมง!! ใครที่บอกว่าชอบเดินทางโดยเครื่องบินนานๆต้องเป็นคนโกหกหรือก็เป็นคนที่ชอบทรมานตัวเองแน่ๆ! ตลอดไฟลท์จากฮ่องกงถึง Vancouver ได้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงแก่เชื้อสายอินเดียที่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นและผู้ชายวัยกลางคนเชื้อสายอินเดียที่กำลังเดินทางกลับเมือง Edmonton จากประเทศเนปาล เมื่อเราไม่เคยโดนถามจากผู้ชายรุ่นเดียวกันว่าเราแต่งงานหรือมีแฟนหรือยัง แต่โดนถามจากผู้ชายวัยกลางคนคนนี้…ไอ้การเดินทางที่มันยาวนานและหดหู่อยู่แล้ว ก็ยิ่งยาวนานและหดหู่มากเข้าไปใหญ่

IMG_1239

ในที่สุด…เครื่องก็มาถึง Vancouver  เหลือเพียงแค่ต่อแถวผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองประมาณหนึ่งชั่วโมง ตามด้วยการดิ้นรนหาซื้อซิมการ์ดอีกประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น (อาการกำลังทรุดถึงขนาดพยายามจ่ายค่าซิมการ์ดด้วยเงินฮ่องกง)! หลังจากนั้น ก็เริ่มเดินทางไปยังที่พักด้วยรถไฟฟ้า  เมือง Vancouver เป็นเมืองที่สวยงามมากและถูกรายล้อมไปด้วยภูเขา มองไปทางไหนก็เห็นแต่ภูเขาซึ่งยอดมักมีหิมะประปราย ตอนนั้นอาการ Jet lag กำลังโหมหนัก อารมณ์ชมวิวเลยห่อเหี่ยวไปบ้าง แต่ก็ถ่ายรูปทิวทัศน์ที่รถไฟวิ่งผ่านไปได้รูปนึง (สังเกตเห็นได้จากรูปว่าผู้ถ่ายเหนื่อยมากขนาดไหน)

IMG_1247

ตลอดเวลาที่อยู่ในเมือง Vancouver ก็ได้พักอาศัยอยู่กับเพื่อนของครอบครัว สามีภรรยา ชื่อ เท็ดและแองเจล่า พร้อมด้วยลูกเล็กสามคน (ชื่อเรย์น่า เมย์เคล่า และ เคลั่ม) พวกเขาอยู่ในบ้านสองชั้นในชานเมือง Vancouver (หรือ Greater Vancouver) ในบริเวณที่มีครอบครัวอื่นๆหลายครอบครัว และต้องมีรถเพื่อเดินทางไปไหนมาไหนได้ นี่คือช๊อตจากหลังบ้านที่มี trampoline ให้เด็กๆโดดเล่น

บ้านของพวกเขาอบอุ่น น่ารักและเป็นกันเอง ไม่แตกต่างกับครอบครัวของพวกเขาเลย และขอบอกอีกด้วยว่า..อากาศที่นี่สุดยอดที่สุด! มาวันแรกอุณหภูมิก็ประมาณสิบเจ็ดองศาและมีแดดออกจนแทบไม่ต้องสวมแจ๊คเก็ตเลย คืนนั้นเหนื่อยมากเลยเข้านอนอย่างรวดเร็ว ตื่นวันต่อมาแองเจล่าก็พาไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ชื่อว่า Fort Langley ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาตร์ของ Vancouver เพราะเป็นจุดค้าขายระหว่างผู้มาตั้งถิ่นฐานในแคนาดา และชนเผ่าพื้นเมือง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ก่อตั้งอณานิคม British Columbia  ในปี ค.ศ. 1858 อีกด้วย

Fort Langley อยู่ริมแม่น้ำชื่อ Frazer River ที่กว้างขวางและไหลไปถึงทะเล ในหน้าร้อน เด็กๆก็จะมาว่ายน้ำหรือพายเรือเล่นกัน แถวๆนั้นมีรางรถไฟวิ่งตัดผ่านและร้านกาแฟเก๋ไก๋น่ารักๆอยู่หลายร้าน

IMG_1276IMG_1274IMG_1285IMG_1287

ก่อนเข้า Fort Langley มีีร้านของที่ระลึกขายของอาร์ตๆมากมายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองของแคนาดา หลังจากนั้น ก็จ่ายค่าเข้าประมาณเจ็ดดอลลาร์กับคุณป้าใจดีที่เฝ้าเคาน์เตอร์ เธอทำงานที่นี่มานานถึง 17 ปีแล้ว! ก่อนจะเดินตามทางผ่านต้นไม้ใหญ่โตเข้าไปชมสถานที่ ตัว Fort Langley ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คาดไว้ เป็นลานกว้างๆสีเขียวที่มีบ้านไม้เตี้ยๆประมาณ 4-5 หลัง และมีบ้านใหญ่หลังหนึ่งอยู่ตรงสุดปลาย พร้อมทั้งเต้นท์หรูหราให้คนมาเช่านอนค้างคืนอีก 2-3 เต้นท์ วันนั้นมีกลุ่มนักเรียนมาเที่ยวเล่นพอดี ทางพนักงานก็จัดเกมส์ที่คนสมัยเก่าเค้าเล่นกันให้เด็กๆได้สนุกสนานกันด้วย

IMG_1368

เราเริ่มทัวร์ด้วยการดูวีดีโอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ Fort Langley  เค้าลงทุนทำวีดีโอนี้ถึงขนาดถ่ายทำเหมือนเป็นหนังสั้นเลยทีเดียว หลังจากนั้น เราก็เดินเข้าไปในบ้านหลังสีขาวเพื่อชมสิ่งของต่างๆที่คนสมัยนั้นเค้าค้าขายกัน โดยมีคุณป้าประจำบ้านเป็นไกด์พาชมของแต่ละชิ้นและอธิบายทุกอย่างแบบน่าสนใจ เรามีคำถามอะไรคุณป้าก็ตอบได้หมด

IMG_1317

สมัยนั้น ชนเผ่าพื้นเมือง (หรือ First Nation) ทำการค้าขายกับคนขาวโดยใช้ขนสัตว์ คนผู้ดีที่อังกฤษจะใช้ขนสัตว์เหล่านี้ (มีทั้งขนบีเวอร์ หมาป่า หมาจิ้งจอก มิงค์ เป็นต้น) ทำหมวก เสื้อผ้า เสื้อกันหนาว ฯลฯ ขนสัตว์ที่เค้าโชว์อยู่เป็นขนสัตว์จริงๆที่มีอยู่มาตั้งแต่ปี 1970 กว่าๆ คุณป้าสอนว่าเราควรลูบขนสัตว์โดยใช้หลังมือเพราะไขมันจากมือจะทำให้ขนสัตว์สาก ใครที่รักสัตว์ไม่ควรอยู่ที่โต๊ะนี้นาน..เพราะขนสัตว์ที่มีโชว์อยู่เยอะมากมายจริงๆ! ชนเผ่าพื้นเมืองยังใช้ขนจากหมาชื่อ Wooly Dog ทำผ้าห่ม คุณป้าบอกว่าผ้าห่มเหล่านี้หนาและทนทาน แต่ใช้เวลาทำนานถึง 2 ปี! เลยเป็นสินค้าที่คนขาวต้องการกันมาก ตอนนี้หมา Wooly Dog สูญพันธ์ไปแล้ว แต่เค้ามีรูปน่ารักๆตั้งไว้ให้ดูด้วย

IMG_1302

ชนเผ่าพื้นเมืองใช้ขนสัตว์เพื่อแลกกับของต่างๆ เช่น ปืน เครื่องมือ รองเท้า เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อนรองเท้าเค้ามีวิธีทำแบบพิเศษให้ทั้งสองข้างเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมีข้างซ้าย ข้างขวา ให้ยุ่งวุ่นวาย (จากที่เห็นได้ในรูป)

หลังจากบอกลาคุณป้าใจดีคนนี้ เราก็เดินผ่านบ้านช่างตีเหล็ก ทุกทีเค้าจะมีคนทำการสาธิต แต่วันนี้เงียบเหงา…

เค้าจัดฉากให้เราเห็นว่าที่พักใน Fort Langley เป็นอย่างไรในสมัยก่อน…

หลังจากนั้น เราก็เดินเข้าไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่ที่เค้าเซ็นสนธิสัญญาก่อตั้งอณานิคม British Columbia ในปี ค.ศ. 1858  ในบ้านมีภาพวาดของการเซ็นสัญญาและภาพของคนที่มาดูในวันนั้น ซึ่งมีทั้งคนขาวที่มาตั้งอณานิคมและชนเผ่าพื้นเมือง

เมื่อถามถึงประวัติศาตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองของแคนาดาแล้ว ก็พบว่าพวกเขาโดนทำร้ายเหมือนกับชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกาเลย คนไหนที่ไม่โดนฆ่าก็ถูกขับไล่จากที่ดิน โดนขโมยลูกหลาน และโดนดูถูกเหยียดหยามและกวาดล้างจนมีผลกระทบมาถึงปัจจุบัน ทำให้คิดได้ว่า…คนเรามักเกลียดชังสิ่งที่แตกต่างจากเรา และโหดร้ายกับเพื่อนมนุษย์ได้มากมายจริงๆ

IMG_1330

หลังจากได้ฟังประวัติศาสตร์ส่วนนี้แล้ว เราก็เดินผ่านต้นเมเปิ้ล ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติของประเทศแคนาดาที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างนอกบ้านหลังใหญ่…สวยงามกว่าประวัติศาสตร์ของชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของแรกของที่ดินนี้อยู่มากนัก

IMG_1351

เย็นวันนั้น ได้มีโอกาสไปชมกีฬาฮอกกี้ ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมของประเทศแคนาดา หนูน้อยเคลั่มเล่นโรลเลอร์ฮอกกี้ (ผู้เล่นใส่โรลเลอร์เบลดและเล่นบนพื้นยาง แตกต่างกับฮอกกี้น้ำแข็ง) และก็ชวนให้ไปดูเค้าแข่งกับเด็กๆคนอื่น เด็กเหล่านี้ตัวกระจิ๋วหลิวกันทั้งนั้น แต่ใส่เครื่องป้องกันกันเต็มยศ มีเด็กผู้หญิงคนนึงตัวเล็กกกกกมากๆ แต่ก็สวมหมวกกันน๊อกสีชมพู มีไม้ฮอกกี้สีชมพูและพอถึงเวลาเล่นก็สเก้ตไปรอบๆแบบไม่โดนลูกบอล พ่อแม่เด็กๆมาดูกันเต็ม แต่ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนสนุกสนานคอยส่งเสียงเชียร์กันเต็มที่ อดคิดไม่ได้ว่า..อยากให้ประเทศไทยมีกิจกรรมให้เด็กๆเล่นกันเยอะแยะแบบนี้บ้างจัง โดยเด็กไม่ต้องเครียด ไม่ต้องถูกกดดัน แต่แค่ได้ออกกำลังกายและเล่นสนุกๆก็พอแล้ว…

IMG_1382

Other Canadian adventures 


รายละเอียดเพิ่มเติม (ภาษาอังกฤษ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s